ฮ่า ฮ่า ฮ่า...หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส ไม่ใช่คำโม้ หรือโอ้อวดเกินจริงแต่อย่างใด เสียงหัวเราะยังมีประโยชน์สารพัด ที่คุณจะประหลาดใจ

หัวเราะเป็นยาวิเศษ

การ ได้หัวเราะแต่ละครั้ง นอกจากสร้างสีสันให้บุคลิก และสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีได้แล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อจิตใจ และร่างกายควบคู่กันด้วย เพราะ
ในขณะที่หัวเราะ กล้ามเนื้อบนใบหน้าและตามร่างกาย จะหดยืดและคลายตัว ส่งผลช่วยคลายความตึงเครียดได้อย่างดี

ยิ่งกว่านั้น จากการค้นคว้าของ ARISE (Associates for Research Into the Science of Enjoyment) หรือองค์การวิจัยเพื่อศาสตร์แห่งความสุข ซึ่งเป็นสถาบันกลาง ที่รวมผลงาน การค้นคว้าโดยผู้เชี่ยวชาญ ทั่วโลก ยังได้พบคุณค่าของการหัวเราะ ที่มีผลต่อสุขภาพของคนเราอย่างมากมาย นั่นคือ

การหัวเราะ จะช่วยลดระดับฮอร์โมน ที่ก่อให้เกิดความเครียดลง และยังกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารสำคัญ ที่จะช่วยลดความเจ็บปวด และทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เมื่อใดที่หัวเราะร่างกายยัง จะผลิตเซลล์ ที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง และเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสได้มากขึ้นด้วย ซึ่งเซลล์ที่ว่านี้ จะคงอยู่นานถึงอีกวันรุ่งขึ้นเลยทีเดียว

หัวเราะ บริหารร่างกาย

นอกจากนี้ ถ้าได้หัวเราะบ่อยๆ ในแต่ละวัน จะมีค่าเท่ากับเต้นแอโรบิคได้ถึง 10 นาที หรือ ปั่นจักรยานอยู่กับที่ 15 นาที เพราะขณะหัวเราะหัวใจจะเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตและอุณหภูมิก็เพิ่มขึ้น การได้หัวเราะแบบสุดๆ จะช่วยให้ปล่อยลมหายใจได้เต็มที่ คุณรู้สึกสบายเช่นเดียวกับออกกำลังกาย และยังเป็นการเพิ่มออกซิเจนในเลือด สูบฉีดไปยังผิวหนังช่วยเร่ง การผลัดผิวให้สดใสยิ่งขึ้น

มาเพิ่มอารมณ์ขันกันดีกว่า

ด้วยเทคนิคการเพิ่มอารมณ์ขัน ที่โครงการความสุขของสถาบันออกซ์ฟอร์ดจัดทำขึ้น ดังนี้

เริ่มต้นที่ตัวคุณแสวงหาสิ่งที่ทำ ให้คุณรู้สึกขบขัน หรือลองเปลี่ยนวิธีมองโลกในด้านดี ที่อาจทำให้คุณเห็นมุมขำๆ ที่คนอื่นคิดไม่ถึง หาเรื่องสนุกให้ตัวเอง เช่น พบปะพูดคุยกับเพื่อนที่เต็มไปด้วยมุขตลก หรือดูหนังตลก อย่าจมอยู่กับความโศกเศร้า โดดเดี่ยวหรือความเครียด รู้ตัวเมื่อไหร่ รีบพาตัวเองออกมาทำสิ่งสนุกๆ โดยด่วน สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือการมองโลกในแง่ดี คิดในทางที่ดีเข้าไว้ ทุกปัญหามีทางออกเสมอ

ถึงคราวหัวเราะ ครั้งต่อไป... ฮ่า ฮ่า ฮ่า ให้เต็มที่ เพื่อรับประโยชน์ที่ดีกับสุขภาพของคุณเอง แล้วคุณจะรู้สึกว่าโลกใบนี้ยังมีมุมดีๆ ที่น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ

 

  แหล่งข้อมูล : www.ku.ac.th/e-magazine - นิตยสารเกษตรศาสตร์ ฉบับที่ 55 มกราคม 2548
 
 
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก
http://www.yourhealthyguide.com/article/am-laugh.html
     
     

edit @ 24 Mar 2011 13:18:43 by masakao

edit @ 24 Mar 2011 13:19:16 by masakao

[LHH]กลวิธีคลายเครียด

posted on 24 Mar 2011 09:27 by masakao  in LHH

ความเครียดทางอารมณ์ เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคนไม่มากก็น้อย ความเครียดอาจจะเกิดจากปฏิกิริยาในตัวเราเอง เช่น ปวดท้องอึขณะที่ขับรถติดในชั่วโมงเร่งด่วน หรือความเครียดที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น หุ้นตก สูญเสียเงิน ถูกโกงแชร์ เป็นนายกโดนปฎิวัติ ฯลฯ

ความเครียดขนาดน้อยๆ เป็นเรื่องปกติ ไม่มีปัญหา แต่อาจจะมีประโยชน์ ที่ทำให้เราพยายามเอาชนะมัน ทำให้เรามีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย เช่น เครียดเพราะกลัวสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ จึงทำให้ขยันเรียน แต่ความเครียดถ้ามีขนาดมาก ก็มีผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ความเครียดอาจจะทำให้ภูมิต้านทานโรคลดลง ทำให้เป็นหวัดง่าย เริมกำเริบ หรือในบางคนอาจจะเกิดโรคจู๋หมดน้ำยา หรือถึงขนาดฆ่าตัวตาย

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความเครียด แนะนำหลักการลดความเครียดไว้หลายอย่าง ขั้นแรกหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเครียด เขาให้คำนิยามของสาเหตุความเครียดไว้ว่า มันคือภาวะที่บีบคั้น ที่เกินความสามารถของเราที่จะตอบสนองได้
ความสามารถในการตอบสนองต่อความเครียด ขึ้นกับพันธุกรรม บุคลิกภาพ ประสบการณ์ของชีวิตของเรา เช่น คนบางคนอาจจะเครียด เมื่อต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที แต่บางคนชอบมาก เนื่องจากมีพันธุกรรม หรือบุคลิกของความไม่ขี้อายชอบแสดงออก บางคนเข้าใกล้หมาแล้วเครียดมาก เนื่องจากมีประสบการณ์โดนหมากัดตอนที่ยังเด็ก
สาเหตุของความเครียดหลายอย่าง มันเห็นได้เข้าใจได้เด่นชัด เช่น พ่อหรือแม่เสียชีวิต ลูกไม่สบาย แฟนเลิกร้าง กิ๊กเลิกรา หางานทำ ไม่ได้ ถูกไล่ออกจากงาน หาเงินไม่พอใช้ เป็นหนี้พนันบอล ฯลฯ แต่ความเครียดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันก็ไม่ควรมองข้าม เช่น ต้องขับรถฝ่าจราจรไปส่งหรือรับลูกที่โรงเรียนทุกวัน เพื่อนร่วมงานนิสัยไม่ดี คอมฯ มีปัญหาแฮงค์บ่อยทำให้ต้นฉบับหาย น้ำมันราคาแพง ความเครียด เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ถ้าเป็นอยู่นานๆ ก็สามารถสร้างความเสียหาย ให้กับชีวิตร่างกายหรือสุขภาพของเราได้มาก เพราะมันกระตุ้นร่างกายเรา ให้หลั่งฮอร์โมนความเครียดตลอดเวลา ทำให้เกิดโรคขึ้น เช่น ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ แล้วตามมาด้วยอัมพาตอัมพฤกษ์

กลวิธีคลายเครียดที่ผู้รู้แนะนำไว้ และคุณสามารถเลือกเอาไปใช้ได้มีหลายอย่าง คือ

จดบันทึกประจำวัน

 
จดบันทึกประจำวันสักหนึ่ง สัปดาห์ ให้สังเกตดูว่าเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใด ที่เราตอบสนองทางกาย ใจ หรืออารมณ์ในทางลบ และให้จดวันเวลาของเหตุการณ์ไว้ด้วย เขียนบรรยายเหตุการณ์เอาไว้ย่อๆ เราอยู่ในเหตุการณ์ตรงไหน มีใครเกี่ยวข้องบ้าง อะไรเป็นสาเหตุของความเครียด และบรรยายถึงการตอบสนองของเรา ต่อความเครียดนั้นด้วย อาการทางกายของเราเป็นอย่างไร เช่น หัวใจเต้นแรง ใจสั่น เหงื่อแตก ความรู้สึกของเราเป็นอย่างไร เราพูดอะไร หรือทำอะไรลงไปบ้าง เสร็จแล้วให้คะแนนความเครียดของเราจาก 1 ถึง 5 (น้อยไปมาก)
 
จดบันทึกรายการของสิ่งหรือ สถานการณ์ต่างๆ ที่บีบคั้นเราให้ใช้เวลา และพลังงานกับมันในหนึ่งสัปดาห์ว่ามีอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น การงานที่เราทำอยู่ งานอาสาสมัคร ขับรถพาลูกไปเรียนพิเศษ ดูแลพ่อหรือแม่ที่แก่เฒ่า เสร็จแล้วให้คะแนนความมากน้อยของความเครียดที่ เราประสบจาก 1 ถึง 5 เหมือนข้างบน

ี้หลังจากนั้น เราก็มานั่งพิจารณาสิ่งที่เราจดบันทึกไว้ พิจารณาสิ่งที่เราคิดว่าทำให้เราเครียดมากๆ แล้วเลือกขึ้นมาอย่างหนึ่ง เพื่อทำการวิเคราะห์โดยใช้เทคนิคที่ใช้แก้ปัญหาดังนี้

ปรับปรุงทักษะการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทักษะนี้สามารถทำให้คุณเก่ง ในการแยกแยะเป้าหมาย และให้ความสำคัญก่อนหลังของสิ่งที่เราต้องทำ ซึ่งจะช่วยลดความเครียดในชีวิตได้ ให้ใช้ทักษะต่างๆ ดังต่อไปนี้ช่วยลด ความเครียด

 
สร้างความคาดหมายที่เป็นไปได้จริง และขีดเส้นตายให้กับงานที่เราจะทำ และทำการตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นประจำ
 
จัดระเบียบบนโต๊ะทำงาน กำจัดกระดาษที่ไม่มีความสลักสำคัญ โดยการโยนมันทิ้งไป
 
เขียนรายการแม่บทของสิ่งที่เราต้องทำก่อนหลังประจำวันแล้วทำตามนั้น
 
ตลอดทั้งวันที่ทำงานหมั่นเช็ครายการ แม่บทที่เราทำไว้ ว่าเราได้ทำเสร็จไปตามลำดับก่อนหลังที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า
 
หัดใช้สมุดนัดที่เขาเรียกว่าแพ ลนเนอร์ เพื่อจดบันทึกสิ่งที่เราวางแผนจะทำล่วงหน้า เป็นวัน เป็นเดือน หรือเป็นปี หรือเขียนรายการแม่บทตามที่กล่าวข้างบนนั้น เป็นรายการที่ต้องทำก่อน-หลังประจำวัน ลงบนแพลนเนอร์ด้วย แล้วทำไปตามนั้น และทำการประเมินผลประจำวัน จะเกิดผลดี ไม่เกิดความยุ่งยาก สับสน ผิดนัด ใช้แพลนเนอร์เก็บเบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่ของคนสำคัญหรือลูกค้า เพื่อความสะดวกใน การค้นหาติดต่อ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ผิดพลาดเสียเวลาน้อยลง มีเวลาทำงาน อย่างอื่นหรือรื่นเริงมากขึ้น
 
สำหรับการทำงานหรือโครงการที่มีความสำคัญมาก ให้กันเวลาที่ห้ามใครมารบกวนไว้ต่างหาก เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่องและเป็น ความลับ

หลีกเลี่ยงความเบื่อหน่ายหมดไฟในการทำงาน

ถ้าคุณมีความรู้สึกหมดไฟ ไม่อยากทำงาน หรือเครียดมากเป็นเวลานานเป็นสัปดาห์ ความรู้สึกนี้จะมีผลต่อความสัมพันธ์ในทางอาชีพ และในชีวิตส่วนตัวหรือในการทำมาหากินของคุณได้

ความอัดอั้นตันใจที่มากล้น ความรู้สึกเมินเฉยต่อการงาน ความหงุดหงิดรำคาญใจเป็นเวลายาวนาน ความขุนเคืองใจ และมีความโน้มเอียงที่จะโต้เถียงเป็นประจำ สิ่งเหล่านี้ เป็นตัวชี้บ่งถึงอาการหมดไฟในการทำงาน ซึ่งจำเป็นต้อง ได้รับการจัดการเยียวยาให้มันดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเขาแนะนำกลยุทธในการต่อสู้ดังนี้

 
ดูแลตัวเองให้สุขภาพดี กินอาหารให้ครบห้าหมู่ กินให้ครบทุกมื้อรวมทั้งอาหารเช้า กินในขนาดที่พอประมาณ (ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม) นอนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอให้พอเหมาะ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ร่างกายของท่านแข็งแรง สามารถสู้กับความเครียดทางกายและใจได้ดี
 
สร้างสัมพันธไมตรีกับเพื่อนใน ที่ทำงานและนอกที่ทำงาน หาเพื่อนสนิทที่เราสามารถบ่นเรื่องคับข้องใจ ปรับทุกข์เรื่องการงานให้ฟังได้ ทำให้มีหนทางในการแก้ปัญหา ที่ก่อความเครียดของเราได้ หลีกเลี่ยงการคบค้ากับคนที่เรามีความรู้สึกไม่ดี คนไม่จริงใจ ไม่เป็นกัลยาณมิตร เพราะจะยิ่งจะตอกย้ำความรู้สึกย่ำแย่ให้มากขึ้น ในมงคลสูตรก็กล่าวไว้ให้คบคนดี หลีกหนีคนพาล มองหากัลยาณมิตร
 
รู้จักลาพักผ่อน ลาพักร้อน วาเคชั่น บางคนอาจจะลาไปปฏิบัติธรรมฝึกวิปัสสนากรรมฐาน หรือปลีกวิเวก สำหรับคนที่ทำได้ มันจะทำให้คลายเครียดลงได้มาก แน่นอน และสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ลาได้ไม่มาก ก็อาจจะมีการเบรคพักคลายเครียดชั่วครู่ในเวลาทำงาน ก็จะช่วยได้บ้าง
 
ในบางกรณีจำเป็นต้องฝึกการ ปฏิเสธ หัด “Say No” กับเพื่อนที่มาชวนไปทำโน่นทำนี้ ที่ทำให้เราเครียด เช่น เป็นสาวเป็นแส้เที่ยวแร่ไปตามที่อโคจร ไปนั่งตามผับตามบาร์ ดื่มเหล้าสูบยาซึ่งเป็นท่าทีเชิญชวนให้ หนุ่มเหน้าเข้ามาโอภาปราศรัยอยากได้ปลื้ม
 
หัดยับยั้งชั่งใจไม่โต้เถียงกับ ใครๆ โดยไม่เลือก พยายามใจเย็น มีสติ สัมปชัญญะ เถียงเฉพาะเรื่องที่มีความสลักสำคัญจริง (ไม่ใช่เรื่องทักษิณออกไป) แต่ที่ดีที่สุดคือหุบปากไม่เถียงกับใครเลย ทุกครั้งที่เถียงกัน จะมีการหลั่งของฮอร์โมนความเครียด ความดันเลือดพุ่งขึ้นทุกที
 
ทางออกของความ เครียดที่ควรหัดมีไว้คือ การอ่านหนังสือที่เราชอบ ทำงานอดิเรกที่เรารัก ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่เราสนุก ทำให้รู้สึกชื่นมื่นเพราะเอนดอร์ฟิน (สารสร้างสุข) หลั่งออกมา

ถ้าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่มีผลดีต่อ คุณ ก็จำเป็นต้องหาที่พึ่ง เช่น เข้าหาปรึกษาพระที่เราเคารพนับถือ เอาธรรมะเข้าข่ม หรือใช้มืออาชีพอย่างนักจิตวิทยา หรือให้จิตแพทย์ช่วยก็จะดีที่สุด อย่าลืมว่าความเครียดอาจจะทำให้ถึงตายได้ อย่าปล่อยให้มันเรื้อรังนะครับ

 

พล.ต.ต.นพ. นริศ เจนวิริยะ ศัลยแพทย์

แหล่งข้อมูล : นิตยสาร - HealthToday

ขอบคุณบทความดีๆจาก www.yourhealthyguide.com

       

edit @ 24 Mar 2011 11:45:59 by masakao

edit @ 24 Mar 2011 12:09:25 by masakao

เข้าฤดูรับปริญญากันแล้ว...เพื่อนๆหลายคนคงรับงานกันรวยเลยงานนี้ แต่หลายคน

ที่เพิ่งเริ่มถ่ายงานสองงานแรกคงอยากได้เทคนิคอะไรเล็กๆน้อยๆไว้ ใช้ตอนถ่ายบ้าง

วันนี้ก็เลยเอาเรื่องวัดแสงในงานรับปริญญามานำเหนอกันคร๊าบบบบบบบบ

เรื่องวัดแสงนี้เป็นเรื่องที่ยาววววววววและเขียนอธิบายนานนนนนนนนนเรื่อง นึงเลย...

แต่วันนี้จะเป็นเทคนิคเล็กๆน้อยๆที่ง่ายแต่ได้ผลดีทีเดียว

จึงไม่ได้อธิบายลงลึกและลงรายละเอียดมากนักนะครับ

ก่อนอื่นผมคงต้องเกริ่นเรื่องวัดแสงกันเล็กน้อย...มีสิ่งที่เราต้องรู้ก่อนจะวัดแสงอยู่ 2 ข้อหลักๆครับ
1. ขนาดของพื้นที่ที่เราจะวัดแสง
2. สีหรือลักษณะของพื้นที่ที่เราจะวัดแสง

ใครที่ลองเล่นระบบวัดแสงในกล้องบ้างแล้วคงจะคุ้นกับเครื่องหมายข้างล่างนี้นะครับ...
ไม่คุ้น + ไม่เคยเห็น ลองเปิดคู่มือด่วนๆจ้า
 


                  
เครื่องหมายต่างๆนี่หมายถึงพื้นที่ที่เราจะวัดแสงนั่นเองคร๊าบบบบบบบบ...ลองไปหาอ่านเพิ่มได้นะครับ

ส่วนเรื่องการชดเชยแสง (Exposure Compensation) เป็นเรื่องสีหรือลักษณะของพื้นที่

ที่เราจะวัดนั่นเองครับ...หาอ่านเพิ่มเติม ได้เช่นกันครับ

เอาหล่ะ...เกริ่นมาพอเป็นกระสัยแล้ว แต่ถ้าใครยังไม่มีเวลาหาอ่านเพิ่มเติมก็ไม่ต้องตกใจไปครับ...

เพราะเทคนิคต่อไปนี้ลองเอาไปเล่นก่อนแล้วค่อยศึกษาเพิ่มเติมทีหลังก็ได้จ้า เริ่มเลยนะคร๊าบบบบบบบบ

สิ่งแรกที่ผมเริ่มทำก่อนถ่ายก็คือวัดแสงเพื่อใช้เป็นค่าอ้างอิงสำหรับวันนั้นๆครับ...ฟังดูงงพิลึกเลยว่ามั๊ย -*-
ไม่ยากครับทำตามง่ายๆตามขั้นตอนต่อไปนี้ได้เลยครับ
 

1. เลือกระบบวัดแสงเป็นแบบ ?เฉพาะจุด? หรือ ?เฉพาะส่วน? ก็ได้ครับ...เพราะผมจะวัดที่
แก้มน้องบัณทิตเป็นหลัก...พื้นที่เล็กจิ๊ดเดียวเองจริงป่าว...ผมก็เลยเลือกระบบวัดแสงแบบนี้แหละครับ
ถ้าเลือกพื้นที่แบบอื่นๆเวลาวัดแสงอาจจะไปโดนตาโดนผมโดนคิว...เดี๋ยวจะงงกันใหญ่

2. เลือกโหมดถ่ายภาพเป็น M ครับ (ผมชินกับโหมดนี้เลยขอใช้โหมดนี้ละกันนะครับ...
ใครชินกับโหมดอื่นลองไปประยุกต์ดูนะ)

3. คราวนี้เดินเข้าไปใกล้หน้าน้องเลยครับ แต่อย่าใกล้จนโดนน้องตบหรือเตะออกมานะ...
และที่สำคัญอย่าเดินไปบังแสงด้วย หล่ะ คราวนี้วัดแสงที่แก้มน้องเลยครับ
โดยเอาจุดตรงกลางไปไว้ที่แก้มน้องได้เลย (สำหรับ Canon นะ แต่ Nikon
ถ้าเข้าใจไม่ผิดจะเป็นจุดที่เราเลือกโฟกัสครับ...ลองเช็คดูอีกทีนะครับ)
แล้วปรับรูรับแสง ความไวชัตเตอร์ หรือ ISO จนค่าชดเชยแสง
(ที่เป็น ? 0 + นั่นแหละครับ) ไปที่ +1 (ปกติคนไทยเราทั่วไปมักจะเป็น +1 ครับ...
เลยเริ่มจากค่านี้ก่อน)
สมมติว่าผมจะวัดแสงโดนอ้างอิงกับรูปนี้นะ...
 
 
 
ผมก็เดินเข้าไปใกล้ๆจนเห็นแต่แก้มเลยก็ได้ครับ...ตอนนี้ในกรอบเราจะเป็นแบบ
สี่เหลี่ยมเล็กๆนั่นแหละครับ ส่วนจุดสีแดงคือพื้นที่ที่กล้องจะเอาไปคำนวณในการวัดแสงนั่นเองครับ
เราก็ปรับรูรับแสง ความไวชัตเตอร์ หรือ ISO จน ค่าชดเชยแสงมาอยู่ที่ +1
 
 

4. คราวนี้ลองถ่ายดูได้เลยครับ...แล้วมาดูผลกัน
ลองถ่ายหลายรอบก็ได้นะเพื่อความชัวร์
ถ้าโชคดีภาพออกมาสวยก็จำไว้ได้เลยครับว่า ?แก้มน้อง +1?
แต่ถ้าดูแล้วมืดหรือสว่างไปก็ลองปรับรูรับแสง ความไวชัตเตอร์ หรือ ISO ใหม่ครับ

เพิ่มๆลดๆทีละกริ๊กแล้วถ่ายดู...จนได้ภาพที่สว่างพอดี

(บางคนผิวเข้มหน่อยก็อาจจะชดเชยแสงไม่ถึง +1 หรือ

ใครผิวขาวหน่อยก็ชดเชยเกือบ +2 ก็มีนะ)...จากนั้นเอากล้องไปใกล้หน้าน้องอีกรอบครับ...

แล้วอ่านดูซิว่าค่าชด เชยแสงเป็นเท่าไหร่แล้ว...จากนั้นก็จำค่าที่ได้ไว้ครับ

ค่าชดเชยแสงที่แก้มนี่แหละที่จะเป็นพระเอกของเราทั้งวันเลยครับ
 
 
สำหรับเทคนิคที่จะบอกเล่ากันวันนี้มีสองเทคนิคนะครับ

1. เทคนิคสำหรับสภาพแสงที่เปลี่ยนแปลงบ่อย...เช่นอะไร บ้าง???...
ก็เช่นไปถ่ายกลางแจ้ง อยู่ๆก็แดดจ้า...อีกแป๊บก็มีเมฆมาบังซะงั้น...หรือ
เดี๋ยวถ่ายกลางแจ้ง...เดี๋ยวก็เดินเข้าที่ร่ม...คงพอนึกภาพกันออกนะครับ

2. เทคนิคสำหรับสภาพแสงที่ไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่..
เช่น วันนี้เมฆครึ้มตลอดเลย...หรือ วันนี้แดดจ้าตลอดเลย...
หรือ ไปปักหลักถ่ายในห้องที่แสงมาจากหลอดไฟ
ไม่ได้มาจากแสงดวงอาทิตย์ (แบบเดียวกับลักษณะในห้องเลี้ยงงานแต่งงานนั่นแหละครับ) เป็นต้น ครับ
ถ้าแสงเปลี่ยนแปลงบ่อย ผมจะใช้โหมดถ่ายภาพ P, AV หรือ TV ครับ
 


 
สมมติถ้า ?แก้มน้อง +1? เราก็ปรับชดเชยแสงไป +1 ไว้ได้เลยครับ
 


 
ก่อนถ่ายทุกรูปก็เดินเข้าไปใกล้แก้มน้องหรือซูมไปที่แก้มน้องก็ได้ครับ
แล้วล็อคค่าแสงได้เลย (ของ Canon จะกด * ครับ..
ส่วน Nikon นี่ลองหาอ่านในคู่มือดูน๊าคร๊าบบบบบบ)
 
 

 
ล็อคค่าแสงเสร็จปุ๊บก็จัดองค์ประกอบภาพอะไรให้เรียบร้อย...
จะซูมออก เดินออกมา ยังไงก็ได้ครับ
แต่ต้องห้ามเปลี่ยนทิศนะครับ...อันนี้สำคัญมากกกกกกกก ไม่ใช่ว่าวัดแสงข้างหน้า
แล้วเปลี่ยนใจเดินไปทางด้านข้างหลังน้องแล้วถ่ายซะงั้น...
ถ้าเปลี่ยนทิศแบบ นี้ต้องล็อคค่าแสงใหม่นะคร๊าบ
จากนั้นก็ถ่ายได้เลยคร๊าบ...จบเทคนิคแรก
 
ถ้าแสงไม่เปลี่ยนแปลง ผมจะใช้โหมดถ่ายภาพแบบ M ครับ


สมมติว่าถ้า ?แก้มน้อง +1? ก่อนถ่ายเราก็เข้าไปใกล้ๆแก้มน้องแบบเดิม
แล้วก็ปรับรูรับแสง ความไวชัตเตอร์ หรือISO จนได้ค่าชดเชยแสงเป็น +1 นะครับ
 


 
จากนั้นก็ถ่ายได้เลยครับ...ถ่ายได้เรื่อยๆโดยไม่ต้องปรับค่าอะไรใหม่เลย
จนกว่าเราจะเปลี่ยนมุมหรือเปลี่ยนทิศในการถ่าย...
ถ้าเปลี่ยนมุมหรือเปลี่ยน ทิศก็ไม่ยากครับ ก็ทำแบบเดิมอีก...
ถ้าถ่ายทิศเดิมก็ไม่ต้องทำอะไรอีก...ถ่ายไปจนเปลี่ยนมุม

วิธีนี้จะสะดวกที่เราไม่ต้องล็อคค่าแสงนี่แหละครับ...
จบแล้วคร๊าบบบบบบบบบ
เทคนิคนี้น่าจะเอาไปประยุกต์ใช้ได้ดีนะครับสำหรับมือใหม่...
และคงได้ภาพที่แสงถูกใจขึ้นนะครับ
รอดูรูปนะคร๊าบบบบบบบบบบบ
 
 
เรื่อง/ภาพ FotieR
COPYRIGHT2009 BY KLONGDIGITAL.COM
 
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://www.klongdigital.com/show_news3.php?newsid=8#comment

edit @ 23 Mar 2011 20:13:27 by masakao

edit @ 23 Mar 2011 20:15:08 by masakao

edit @ 23 Mar 2011 20:20:27 by masakao


โฟกัสที่ตา

หลักการสำคัญข้อแรกของการถายภาพบุคคลคือการโฟกัสที่ดวงตา เนื่องจากดวงตานั้นเป็นส่วนสำคัญที่สุดในภาพเนื่องจากเป็นสิ่งที่บ่งบอกและ แสดงถึงอารมณ์ของภาพ ถ้าหากว่าเราไม่ได้โฟกัสที่ดวงตาและทำให้ตาไม่ชัดนั้นตัวแบบที่เราถ่ายจะดู เหมือนคนสุขภาพไม่ดีดูเหมือนคนป่วยทำให้ภาพขาดความน่าสนใจไปในทันที เหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการถ่ายภาพบุคคลนั้นเรามักจะใช้รูรับแสงที่ กว้างซึ่งจะทำให้มีระยะชัดลึกที่น้อย ถึงแม้ว่าเราจะทำการโฟกัสที่ใบหน้าแล้วก็ตามแต่หลายครั้งเอาอาจพบกรณีที่ จมูกชัดแต่ดวงตาไม่ชัดหรือบางครั้งเป็นแก้มหรือว่าใบหูชัดแต่ดวงตาไม่ชัดก็ มี การโฟกัสที่ดวงตาให้ชัดนั้นบางครั้งบริเวณไหล่หรือว่าใบหูไม่ชัดก็จะยัง สามารถเป็นภาพที่ดีได้ ดวงตานั้นเป็นหน้าต่างของหัวใจการโฟกัสดวงตาให้ชัดจึงสำคัญเป็นประการแรก




อย่าตัดบริเวณข้อต่อ

หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการจัดองค์ประกอบภาพนั้นอย่าตัดกรอบ ภาพบริเวณข้อต่อ ซึ่งจะได้แก่ คอ ข้อศอก ข้อมือ เอว หัวเข่า ข้อเท้า เนื่องจากจะทำให้อารมณ์ภาพนั้นดูไม่ดี ความรู้สึกของคนดูภาพจะรู้สึกเหมือนว่าตัวแบบของเรานั้นแขนหรือขาขาดได้ การตัดกรอบภาพบริเวณแขนขาหรือลำตัวนั้นทำได้เพียงแต่เราต้องไม่ตัดบริเวณข้อ ต่อเท่านั้นเอง เนื่องจากข้อต่อต่างๆเป็นจุดเชื่อมต่อของร่างกายอยู่แล้ว การตัดบริเวณข้อต่อนั้นจะเป็นการเน้นย้ำความรู้สึกคนดูภาพว่าอวัยวะส่วนนั้น อาจขาดหายไปได้มากจนเกินไป การระวังไม่ตัดบริเวณข้อต่อจะทำให้ได้ภาพที่ดีกว่า




สื่อสารกับตัวแบบของคุณให้ชัดเจน

เพราะว่าการถ่ายภาพ Portrait นั้นช่างภาพไม่ได้ทำงานคนเดียวเหมือนกับการถ่ายภาพแนวอื่นเช่นการถ่ายภาพ ทิวทัศน์ การถ่ายภาพบุคคลนั้นจึงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ถ่ายและตัวแบบ ซึ่งต้องมีการสื่อสารพูดคุยกันว่าอย่างได้อารมณ์และท่าทางแบบไหน ศิลปะในการสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญประการแรกเลย คืออย่าทำให้ตัวแบบเรามีความเครียดอย่างเด็ดขาด เพราะว่าจะทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่เป็นธรรมชาติออกมาได้ พยายามบอกเล่าและสื่อสารกันให้เข้าใจให้ได้ ว่าท่านต้องการอารมณ์และท่าทางแบบไหน เมื่อสามารถสื่อสารได้ตรงกันแล้วเชื่อแน่นอนได้ว่า คุณจะได้อารมณ์ของภาพแบบที่คุณต้องการได้ไม่ยากนัก




ปล่อยให้เขาเป็นในแบบที่เขาเป็น

ในการถ่ายภาพบุคคลบางอย่างเช่นภาพแนววิถีชีวิต แนวสารคดีหรือว่าแนวอื่นๆก็ตาม บางครั้งเราต้องถ่ายภาพเพื่อสื่อความเป็นตัวตนของคนๆนั้นออกมา มากกว่าการที่จะให้คนๆนั้นทำตาม Concept ที่เราวางเอาไว้ ซึ่งภาพแนวนี้เราต้องมองให้เห็นและดึงความเป็นตัวตนของเขาออกมา โดยปล่อยให้เขาเป็นในแบบที่เขาเป็น ซึ่งสำหรับภาพแนววิถีชีวิตหรือแนวสารคดีนั้น การเดินเข้าไปถ่ายตรงๆนั้นค่อนข้างจะเสียมารยาทและทำให้เกิดความเข้าใจผิด ได้บ่อย การที่คนมีกล้องมีสิทธิ์ที่จะถ่ายภาพนั้นคนถูกถ่ายก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ ถ่ายได้พอๆกัน เราควรที่จะเข้าไปพบปะพูดคุยกันเสียก่อนแสดงความเป็นมิตรกับผู้ที่เราจะถ่าย ภาพเขา ถ้าหากว่าเราผูกมิตรกับเขาได้โอกาสที่จะได้ภาพสวยๆนั้นมีความเป็นไปได้สูง ครับ บางครั้งเราอาจต้องพูดคุยไปถ่ายไปและคอยจับกริยาท่าทางของเขาและก็ค่อยๆถ่าย ไป แน่นอนครับในหลายๆครั้งเราต้องรอจับจังหวะถ่ายเอาเอง เพราะการจะบอกให้เขาทำท่าตามที่เราต้องการนั้นบางครั้งจะทำให้เขาเกร็งได้ ครับ อย่างภาพตัวอย่างนี้ผมถ่ายภาพ “แป๊ะหลี” ซึ่งเป็นพ่อค้าขายกาแฟคนดังแห่งตลาดคลองสวนครับ ก็ต้องอาศัยเข้าไปนั่งพูดคุยกันอยู่สักพักถึงจะได้รูปดีๆมาครับ




Window light

การควบคุมทิศทางแสงนั้นถือเป็นเทคนิคสำคัญอย่างหนึ่งของการถ่ายภาพบุคคลให้ มีความแตกต่าง ในสถานะการณ์ต่างๆนั้นก็จะมีสภาพแสงที่แตกต่างกันไป ซึ่งเราต้องหาให้เจอว่าจะใช้งานแต่ละสภาพแสงนั้นๆอย่างไร หนึ่งเทคนิคที่สามารถใช้งานได้ง่ายคือการใช้งานแสงที่เข้ามาเพียงด้านเดียว ซึ่งจะเรียกว่า Window light เทคนิคนี้ใช้งานไม่ยากและสร้างความแตกต่างในภาพได้ดี เราสามารถใช้เทคนิคนี้ได้โดยการหาสถานที่ที่มีแสงเข้ามาด้านเดียว เช่นด้านข้างหน้าต่าง ประตู หรือว่าช่องกำแพงก็ได้ ขอให้เป็นสถานที่ๆสามารรถบีบให้แสงเข้ามาจากด้านเดียวได้ แล้วจัดให้แสงเข้ามาด้านข้างของตัวแบบ เท่านี้เราก็จะได้ภาพแสงที่แตกต่างจากปกติอยู่พอสมควรแล้วซึ่งเทคนิคนี้ไม่ ยากจนเกินไปนัก อยู่ที่เราจะสามารถหาสภาพแสงในสถานที่นั้นๆได้หรือไม่ จากภาพตัวอย่างข้างล่างเป็นภาพที่ให้ตัวแบบยืนข้างๆช่องแสง เพื่อให้มีแสงเข้ามาทางด้านขวาของภาพเพียงด้านเดียว ทำให้ได้ภาพที่มีลักษณะแปลกตาและน่าค้นหามากขึ้น




ถ่ายภาพย้อนแสง

หลายครั้งเราอาจเคยได้ยินว่าการถ่ายภาพย้อนแสงนั้นจะให้ให้ตัวแบบหน้าดำและ ได้ภาพที่ไม่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้วการถ่ายภาพบุคคลย้อนแสงนั้นมีสิ่งที่ซ่อนอยู่ โดยเราจะได้ประกายของเส้นผมเกิดขึ้นจากการถ่ายภาพย้อนแสง ซึ่งสิ่งที่เราเองทำการแก้ไขคือการทำไม่ให้ตัวแบบเรานั้นหน้าดำซึ่งวิธีแก้ นั้นจะมีอยู่ 3 วิธีด้วยกันได้แก่

1. ใช้การวัดแสงแบบเฉพาะจุดวัดแสงที่บริเวณแก้มของตัวแบบ ( วิธีการนี้อาจทำให้ฉากหลังว่างเกินไป)
2. ใช้แฟลชช่วยเติมแสงบริเวณใบหน้า
3. ใช้ Reflex ในการเติมแสงบริเวณใบหน้า ( วิธีนี้จะให้แสงที่นุ่มและมีมิติมากกว่าการใช้แฟลชธรรมดา แต่ต้องมีคนช่วยถือให้)

จากสามวิธีการข้างต้นนั้นจะทำให้เราสามารถถ่ายภาพย้อนแสงโดยมีประกายที่เส้น ผมได้ โดยที่ไม่ทำให้ตัวแบบของเราหน้าดำอีกต่อไป วิธีการนี้ไม่ยากและนำไปปรับใช้กับสถานะการณ์ต่างๆได้ไม่ยากครับ




การถ่ายภาพบุคคลร่วมกับทิวทัศน์

ในหลายๆครั้งที่เราต้องถ่ายภาพบุคคลร่วมกับฉากหลังโดยที่เราจำเป็นต้องให้ ความสำคัญกับทั้งสองอย่างเช่น การไปถ่ายรูปในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆหรือการถ่ายรูปกับสถานที่สำคัญ เรามักพบว่าโดยทั่วไปมักจะวางตัวแบบไว้ตรงกลางภาพซึ่งในหลายครั้งตัวแบบของ เราจะไปบดบังภาพทิวทัศน์เบื้องหลัง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีวิธีง่ายๆที่จะทำให้ทั้งสองสิ่งอยู่ร่วมกันได้ ใน Tips&Trick ฉบับที่แล้ว เราพูดถึงการวางจุดสนใจในภาพซึ่งเราสามารถนำหลักการนั้นมาใช้งานร่วมกับการ ถ่ายภาพบุคคลได้เช่นกัน โดยให้เราทำการวางคนไว้ด้านซ้ายหรือด้านขวาภาพตามกฎของจุดตัด 9 ช่อง (ดูรายละเอียดจุดตัด 9 ช่องได้ใน Tips ฉบับก่อน) จะทำให้สามารถเก็บภาพของทิวทัศน์เบื้องหลังและภาพของตัวแบบเอาไว้ได้โดยไม่ มีปัญหาใดๆ อีกวิธีการหนึ่งก็คือถ้าหากว่าเราต้องการถ่ายร่วมกับตึกหรือสิ่งที่มีลักษณะ เป็นทรงตั้ง ให้เราจัดองค์ประกอบภาพเหมือนกับเป็นการถ่ายภาพคู่ก็ได้โดยให้จินตนาการว่า สถานที่นั้นๆเป็นคนอีกคนหนึ่ง ดังรูปที่สองด้านล่างที่เป็นคนถ่ายคู่กับโดมของธรรมศาสตร์

 
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://my.sony.co.th/tips/103_Alpha/tipn103_th.html

1. ทำกล้องให้มั่นคงไม่สั่นไหว

ปัญหาหาการถ่ายภาพออกมาแล้วไม่ชัดถือว่าเป็นปัญหาหลัก แต่มีเทคนิคง่ายๆที่ สามารถทำได้ถ่ายภาพได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าภาพที่ออกมาจะไม่มีสั่น ไหว สิ่งที่ดีที่จะช่วยไม่ให้ภาพสั่นไหวคือ การใช้ขาตั้งกล้องในการถ่ายภาพ แต่ถ้า คุณไม่มีขาตั้งกล้อง หรือไปใน สถานที่ไม่สามารถนำขาตั้งกล้องไปได้ ก็ให้หา สถานที่หรือสิ่งของที่สามารถวางกล้องได้ เช่น บนโต๊ะ, ฝากระโปรงรถ, หรืออะไรก็ ตามที่สามารถวางกล้องได้ แต่ถ้ายังไม่มีอยากให้ทำตามวิธีง่าย 4 ขั้นตอนตามนี้

  1. ถือกล้องด้วย 2 มือ
  2. ให้ข้อศอกอยู่ในระดับหน้าอก และให้แขนแนบชิดกับลำตัว
  3. อย่าเกรงปล่อบตัวตามสบาย
  4. หายใจลึกๆ และให้กลั้นหายในระหว่างที่กำลังจะกดซัตเตอร์ เพื่อไม่ให้มือสั่นในระหว่างการกดซัตเตอร์
 

2. การถ่ายภาพแนวนอนกับแนวตั้ง

ในการถ่ายภาพนั้นอยากให้ลองถ่ายรูปในแบบแนวนอน ปกติ และ แบบแนวตั้งดูบ้าง ในบางสถานการณ์การ ถ่ายภาพแบบแนวตั้งและแนวนอนจะให้อารมณ์ของ ภาพที่ออกมานั้นต่างกันไปด้วย เช่น ในการถ่ายภาพตึก หรือต้นไม้ หรือวัตถุที่มีความสูง เมื่อถ่ายภาพในแนวตั้ง จะแสดงออกถึงความสูงได้อย่างเด่นชัด และถ้า ต้องการจะสื่อให้เห็นถึงความกว้าง ก็ให้ถ่ายในลักษณะ แนวนอน ซึ่งจะเหมาะสมกับการถ่ายภาพวิว

 

3. การวางเส้นขอบฟ้าในการถ่ายวิว

เทคนิคในการถ่ายภาพวิวให้สวยนั้นควร คำนึงถึงการจัดองค์ประกอบของภาพด้วย โดยเฉพาะ เส้นขอบฟ้า โดยเฉพาะเมื่อคุณ ต้องการที่จะเน้นท้องฟ้าที่สวยงาม โดยที่ให้ คุณจัดองค์ประกอบภาพโดยให้ ท้องฟ้าอยู่ ต่ำลงมา แต่ถ้าต้องการ เน้นวัตถุ หรือ วิว ที่อยู่ข้างหน้าก็ให้เน้นที่วัตถุโดยให้ เส้นขอบ ฟ้าอยู่ในระดับสูงในภาพ

4. Rule of Third

นอกเหนือจากการวางองค์ประกอบของภาพให้อยู่ตรงกลางของภาพแล้ว อยากให้ ลองวิธีการวางองค์ประกอบของภาพแบบใหม่ๆดูกัน ด้วยวิธีการง่ายๆ ขั้นแรกให้แบ่ง หน้าจอ LCD บนตัวกล้องของคุณออกเป็น 9 ส่วน เหมือนในภาพ ทีนี้ลองวางสิ่งที่ ต้องการเน้นในภาพ เช่น ภาพคนให้อยู่จุดที่เส้นแนวตั้งและแนวนอนตัดกัน โดยวิธีนี้ จะทำให้มีความสมดุลและเป็นธรรมชาติมากกว่าให้คนอยู่ตรงกลางของภาพ ยิ่งไป กว่านั้นถ้าให้ดวงตาของคนในภาพอยู่ระหว่างจุดตัด จะทำให้ภาพดูนุ่มนวลกว่าอยู่ ตรงกลาง หรือถ้าคุณต้องการถ่ายภาพวิวโดยจะเน้นส่วนไหนก็ให้ส่วนนั้นที่ต้องการ จะเน้น มีสัดส่วน 2 ต่อ 3 ในภาพ

5. ช่วงเวลาในการถ่ายภาพ

ช่วงเวลาในการถ่ายภาพนั้นก็มีส่วนสำคัญในการถ่ายภาพ เหมือนกันโดยช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการถ่ายภาพที่แจ้งก็ คือ ตอนเช้าโดยที่แสงอาทิตย์ในยามเช้านั้นจะให้อารมณ์ ของ ความเป็นธรรมชาติหรือถ้าจะถ่ายดวงอาทิตย์ ช่วง ตอนเย็นๆ ก่อนพระอาทิตย์จะตกเต็มที่ก็จะให้แสงที่ สวยงาม แต่อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่ควรจะเลี่ยงในการ ถ่ายภาพก็คือ ช่วงกลางวัน หรือตอนบ่ายโมงถึง บ่าย สองโมง เนื่องจากแสงอาทิตย์ช่วงเวลานี้จะให้แสงจ้าไม่ เป็นธรรมชาติ

 

6. ถ่ายภาพให้ใกล้ขึ้น

การถ่ายให้ใกล้กับวัตถุมากขึ้นนั้นก็สามารถเปลื่ยนอารมณ์ และสื่อให้เห็นความสวยงาม
ของภาพได้มากยิ่งขึ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถ่ายภาพ ดอกไม้ที่สวยงาม หรือ แจกัน
คริสตัล โดยการถ่ายภาพระยะใกล้นั้นสามารถทำได้ อย่างง่ายโดยใช้โหมดถ่ายภาพ
Marco ซึ่งมีอยู่ในกล้อง Cyber-shot ทุกรุ่น

7. การถ่ายภาพแบบมีเงาหรือมีเงาสะท้อน

นอกเหนือจากการถ่ายรูปวิว หรือ รูปบุคคลแบบปกติแล้วการเล่นกับเงาของวัตถุ หรือการสะท้อนของเงากับ กระจก, ผิวน้ำ สิ่งที่สะท้อนเงาได้ ก็ถือเป็นแสดงอารมณ์ของภาพอีกรูปแบบหนึ่ง นอกเหนือจากการถ่ายรูปแบบปกติ

8. นำสิ่งที่ต้องการเน้นออกจากตรงกลางของภาพ 

การวางภาพไว้ตรงกลางนั้นก็ถือว่าเป็นภาพที่สวยแล้ว แต่ถ้าลองเปลื่ยนตำแหน่งให้มาอยู่ทางด้านซ้ายหรือทางด้านขวานั้น ก็จะทำให้ภาพหรือสิ่งที่ต้องการเน้นดูมีสีสันแล้วมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น โดยสามารถใช้หลักการ Rule of Third ที่ได้นำเสนอในเบื้องต้นมาประยุกต์ประกอบกันได้

9. คุณรู้จักระยะแฟลชของกล้องคุณหรือเปล่า?

สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อผิดพลาดในการถ่ายภาพด้วยแฟลชนั้นคือ ถ่ายภาพที่อยู่ระยะเกินกว่าระยะของแฟลช ทำไมถึงถือเป็นข้อผิดพลาดก็เพราะว่า ภาพที่ถ่ายอยู่เกินระยะแฟลชนั้นจะทำให้ภาพ, ฉากหลัง หรือวัตถุ นั้นมืดไม่สวยงาม ดังนั้นควรจะรู้ว่าระยะแฟลชของกล้องนั้นมีระยะเท่าไร แต่ถ้าไม่รู้ก็ให้ลองเล่นกับแฟลชดู แต่โดยปกติแล้วระยะของแฟลชจะอยู่ที่ 1-3 เมตร ดังนั้นควรให้อยู่ระยะที่ปลอดภัยที่สุดคือ ไม่เกิน 1 เมตร

10. เทคนิคการใช้แฟลช

บางคนอาจจะคิดว่าแฟลชนั้นใช้เฉพาะถ่ายภาพตอนกลางคืน แต่จริงๆแล้ว แฟลชนั้นก็สามารถใช้ในสถานการณ์ที่มีแสงสว่างพอแต่ในหน้าบุคคลในภาพมี ความมืดมาก ก็สามารถใช้แฟลชช่วยในการทำให้ใบหน้ามีความสว่างยิ่งขึ้น อันนี้สามารถใช้ในกรณีถ่ายภาพย้อนแสงได้ด้วย

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://my.sony.co.th/tips/064_CyberShot/tipn064_th.html

 

[LH]4 โรคหน้าร้อน

posted on 23 Mar 2011 11:14 by masakao  in LH

ประเทศไทยเป็น ประเทศในเขตร้อนก็จริง แต่หลังๆ นี้ มันช่างร้อนอบอ้าวเหลือเกิน ร้อนจนทำให้คนในบ้านบางคนรู้สึกหงุดหงิด และอารมณ์เสียได้ง่าย ซึ่งนอกจากร้อนแบบหงุดหงิดแล้ว ยังเป็นช่วงที่เหล่าเชื้อโรคต่างเริงร่าเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะแฝงตัวมากับอาหาร หรืออากาศ

เพื่อให้ทุกบ้าน รู้เท่าทัน และเตรียมพร้อมรับมือ ข้อมูลที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์จากโรงพยาบาลกรุงเทพเกี่ยวกับโรคฮิตในช่วงหน้าร้อนมาฝากกัน โดยมี 4 โรคยอดนิยมดังนี้

ระวัง! มันมากับอาหาร

เริ่มจาก "โรคอาหารเป็นพิษ" โรคนี้เกิดจากการรับประทานเชื้อโรค หรือสารพิษของเชื้อโรคที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารเข้าไปในร่างกาย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไป โรคอาหารเป็นพิษอาจเกิดขึ้นทีละหลายๆ คน โดยการกินอาหารปนเปื้อนชนิดเดียวกัน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับอาหารปิกนิก อาหารที่ไม่ได้เก็บแช่ไว้ในตู้เย็น อาหารที่ทำไว้ล่วงหน้านานๆ โดยไม่มีการแช่เย็น หรืออุ่นให้ร้อนอยู่เสมอ อาหารที่เตรียมขึ้นอย่างไม่สะอาด บางครั้งพบในอาหารที่ปรุงไม่สุก

กับโรคนี้ จากข้อมูลคนป่วยพบว่า เด็ก และคนชรามีโอกาสเสี่ยงสูง โดยอาการของโรคมักเกิดภายใน 2-6 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อ หรือสารพิษของเชื้อ เริ่มตั้งแต่มีไข้ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย บางครั้งอาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ถ้าถ่ายอุจจาระมากจะเกิดอาการขาดน้ำและสารเกลือแร่ในร่างกาย ร่างกายอ่อนเพลีย ทางป้องกันที่ดีคือ ควรกินอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ ไม่ทานอาหาร ที่เก็บไว้ค้างคืนนานๆ เพื่อป้องกันการรับเชื้อโรคโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้ ยังทำให้เกิด "โรคอุจจาระร่วง" เป็นโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส โปรโตซัว และหนอนพยาธิ เชื้อก่อโรคเหล่านี้สามารถติดต่อได้โดยการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป อาการถ่ายอุจจาระเหลวเป็นอาการสำคัญของโรคอุจจาระร่วง อาจถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่ายมีมูกปนเลือด โดยทั่วไปมักจะอาเจียนร่วมด้วย ความรุนแรงของอาการแตกต่างกันได้มาก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ในขณะที่บางรายอาจมีอาการรุนแรงมาก หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์ทันที

ระวัง! มันมากับน้ำลาย

โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำเกิดจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นพาหะนำโรคมาสู่คน ส่วนใหญ่พบในสุนัข แมว ค้างคาว ติดต่อได้ทั้งการโดนกัด ข่วน หรือถูกเลียบริเวณที่มีแผลถลอก หรือน้ำลายสัตว์ที่มีเชื้อเข้าตา ปาก หรือจมูก ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการภายใน 15-60 วัน บางรายอาจนานเป็นปี เมื่อเป็นโรคพิษสุนัขบ้ายังไม่มียารักษา ทำให้เสียชีวิตทุกรายภายใน 2-7 วันหลังแสดงอาการ จึงต้องรีบให้วัคซีนทันทีเมื่อได้รับเชื้อ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบทันที เพื่อเข้าควบคุมโรคในพื้นที่ หากถูกสัตว์กัดให้รีบล้างแผลด้วยสบู่ และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง แล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ และฉีดวัคซีนป้องกัน

ระวัง! มันมากับแสงแดด

นอกจากช่วงหน้าร้อน จะเป็นช่วงที่เชื้อโรคเติบโตได้ดีแล้ว ตัวการอย่างแสงแดดโดยตรง มีผลต่อร่างกายไม่น้อย โดยเฉพาะผิวไหม้แดด หรือ Sun Burn เกิดจากการอยู่ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานาน โดยอาการไหม้แดดจะเกิดเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับสีผิวของแต่ละคน ถ้ายิ่งขาวมากเท่าไร ผิวจะยิ่งไหม้เร็วเท่านั้น และอาการที่เกิดขึ้น ได้แก่ บวม แดง ร้อน และอาการปวดแสบปวดร้อน นอกจากนี้อาจมีอาการคันร่วมด้วย

ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการออกแดด หรือทาครีมกันแดด ครีมให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ครีมเคลือบผิวเพื่อลดการสูญเสียน้ำของผิวหนัง

และ ทาพวกแอนตี้ฮีสตามีน เพื่อลดอาการคัน และสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสม ป้องกันแดด หลีกเลี่ยงการขัดถู และงดใช้สารต่างๆ ที่ทำให้ผิวหนังแห้ง เช่น สบู่ ตรงบริเวณที่เป็นผิวไหม้ แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือเป็นมากๆ ควรรีบพบแพทย์ทันที

เมื่อทราบอย่างนี้ แล้ว ก็ขอให้ทุกครอบครัวรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยยึดหลักความปลอดภัย 4 ข้อง่ายๆ ที่ทำได้ในบ้าน คือ ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังใช้ห้องน้ำ รักษาความสะอาดห้องน้ำ กินอาหารปรุงสุกใหม่ๆ และใช้ช้อนกลาง ที่สำคัญทำจิตใจให้ผ่อนคลาย นั่นจะทำให้กาย และใจไม่ร้อนไปกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
www.pooyingnaka.com 


edit @ 23 Mar 2011 11:19:11 by masakao

edit @ 23 Mar 2011 11:27:55 by masakao

edit @ 23 Mar 2011 11:28:31 by masakao

edit @ 23 Mar 2011 13:43:06 by masakao

ในหมู่คนรักสวยรักงาม เป็นที่ทราบกันแบบอวดอ้างกล่าวขานต่อๆ กันมาว่า "กลูต้าไธโอน" เป็นสารที่ทำให้ผิวขาวผ่องและเป็นที่นิยมกันมาก แม้สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยจะออกมาเตือนผู้บริโภค ว่าไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าสามารถช่วยให้ผิวขาวขึ้น เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร ผลิตภัณฑ์หรือยาอาจช่วยให้ผิวขาวได้ชั่วคราว แต่เมื่อหมดฤทธิ์ร่างกายก็ผลิตเม็ดสีตามปกติ

          
อืม... แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะคะ สาวๆ ก็ต้องมาคู่กับความสวยความงาม วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับ วิธีทําให้ผิวขาว บอกลาผิวหม่นหมองด้วยวิธีธรรมชาติๆ มาฝากเพื่อนๆ กันด้วย ว่าแล้วไปดู  12 วิธีทําให้ผิวขาว บอกลาผิวหม่นหมองกันเลย...

            1. การขัดผิว เป็น วิธีทําให้ผิวขาว ที่ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิว โดยการใช้สครับที่มีขายตามท้องตลาด หรือจะเป็นสครับจากธรรมชาติง่าย ๆ แต่ได้ผล ซึ่งมีหลากหลายสูตรให้เลือก ได้แก่ มะละกอ นมสด มะขามเปียก น้ำผึ้ง โยเกิร์ต มะนาว  โดยนำอย่างใดอย่างหนึ่งมาผสมกับเกลือทะเลเพื่อให้มีเม็ดสำหรับขัดผิว เพียงเท่านี้คุณก็มีสครับขัดผิวได้ง่าย ๆ แล้ว หรือจะใช้ใยบวบในการช่วยขัดผิวก็ได้ การขัดผิวนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกออกไป แล้วเผยผิวใหม่ที่แน่นอนว่าต้องสว่างใสกว่าเดิม และควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อการปรนนิบัติและดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง

           
2. เอเอชเอ หรือกรดผลไม้ มีขายทั่วไปตามคลินิกเสริมความงามหรือร้านขายยาทั่วไป ใช้สำหรับทาบนใบหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อกระตุ้นให้เซลล์ผิวเก่าหลุดลอกออกมา เป็น วิธีทําให้ผิวขาว เผยผิวใหม่ที่ขาวผ่อง แต่การใช้เอเอชเอนี้ ต้องดูแลและระวังเรื่องการออกแดด เพราะผิวคุณจะบางลงและไวต่อแดดมากกว่าเดิม

           
3. น้ำนมเพื่อผิวขาว ไม่ จำเป็นต้องลงไปแช่ในอ่างที่มีน้ำนมอยู่เต็มอ่าง แต่คุณสามารถทำตาม วิธีทําให้ผิวขาว ได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้น้ำนมทาบนผิวโดยตรง อาจใช้ใยบวบช่วยเพื่อขัดผิวไปด้วยเบา ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผิวจะค่อย ๆ ขาวขึ้น

           
4. ผลไม้รสเปรี้ยว ช่วยในการขัดขี้ไคล เป็น วิธีทําให้ผิวขาว ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว สับปะรด มะขามเปียก ส้ม เพราะมีความเป็นกรด ช่วยทำความสะอาดผิวให้ขาวใส และกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกมาได้ แต่หากคุณเป็นคนผิวบาง ไม่ควรใช้มะนาวหรือสับปะรดที่มีความเป็นกรดสูง ควรใช้ส้มเช้งที่มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กันก็ได้

           
5. ครีมบำรุงเพื่อผิวขาว ควรใช้ครีมบำรุงที่มีไวท์เทนนิ่งเพื่อผิวขาวในตอนเย็น และทาซ้ำก่อนนอนเพื่อเสริมประสิทธิภาพของครีมบำรุงให้บำรุงอย่างต่อเนื่อง ส่วนตอนกลางวันให้ทาไวท์เทนนิ่งเพียงบาง ๆ แล้วตามด้วยครีมกันแดด หรือจะใช้ไวท์เทนนิ่งที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดดก็ได้ แต่หากสาว ๆ คนไหน อยู่ติดบ้าน ไม่ได้ออกไปเผชิญแสงแดดเลย ใช้ไวท์เทนนิ่งตัวเดียว ทาวันละ 2-3 ครั้งก็เอาอยู่แล้วจ้า

           
6. ครีมกันแดด ควร เป็นสิ่งที่สาว ๆ ต้องมีติดกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา ในกรณีที่คุณต้องเผชิญกับแสงแดดจัดโดยไม่ได้วางแผนมาก่อนจะได้หยิบขึ้นมาใช้ ได้ทันการทันเวลา และอย่าลืมว่า ครีมกันแดดจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากคุณเพิ่งขัดผิวหรือใช้เอเอชเอกับผิวมาหมาด ๆ เพราะผิวคุณจะไวต่อแดดมาก จึงควรทาครีมกันแดด 20 นาทีก่อนออกแดดทุกครั้ง และทาซ้ำอีกทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง

           
7. ทานอาหารให้เหมาะสม โดย ให้มีผักและผลไม้ในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่งทุกมื้อ เพราะผักผลไม้เป็นอาหารที่ย่อยง่าย ช่วยเรื่องของการขับถ่าย และยังมีแอนตี้อ็อกซิแดนซ์ที่ทำให้ผิวสวยกระชับอีกด้วย ซึ่งเมื่อร่างกายขับถ่ายตามปกติแล้ว หน้าตาผิวพรรณก็จะสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

           
8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะ การออกกำลังกายจะช่วยขับเหงื่อไคล และสิ่งสกปรกใต้ผิวรวมถึงสารพิษออกมา ซึ่งจะทำให้ผิวดูสว่างสดใสขึ้น ยิ่งออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งทำให้ผิวสดใสอยู่ตลอดเวลา แถมการออกกำลังกายยังช่วยลดการอุดตันของสิ่งสกปรกใต้ผิว ทำให้ไม่มีสิวอีกด้วย

           
9. วิตามินซีเพื่อผิวสวย วิตามินซีมีสรรพคุณช่วยให้ผิวสวยสดใส ดังนั้นจึงเป็นสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับอยู่เสมอ ไม่ว่าจะจากการทานผักผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว หรือหากได้รับในแต่ละวันไม่เพียงพอ ก็อาจจะทานวิตามินแบบเม็ดที่ขายในร้านขายยาก็ได้ วิธีทําให้ผิวขาว นี้จะช่วยในเรื่องผิวและมีส่วนช่วยในเรื่องการขับถ่ายไปพร้อม ๆ กัน

           
10. การอบไอน้ำผิวหน้า เป็นการทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนอย่างลึกซึ้ง ช่วยทั้งเรื่องของผิวสะอาดสว่างใส เป็นทั้ง วิธีทําให้ผิวขาว และช่วยขจัดสิวไปพร้อม ๆ กัน โดยวิธีอบไอน้ำผิวหน้านั้นก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงตั้งกะทะต้มน้ำจนเดือด จากนั้นน้ำกะทะมาวางบนโต๊ะแล้วยื่นหน้าให้อยู่เหนือไอน้ำ ความร้อนจะช่วยเปิดรูขุมขน และไอน้ำจะเข้าไปทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนค่ะ

           
11. เมคอัพช่วยได้ ใช้ ครีมรองพื้นและแป้งที่สว่างกว่าผิวจริง 1 ระดับสี และหลังจากแต่งหน้าแล้วให้นำพู่กันแตะแป้งกลิตเตอร์ประกายมุกปัดบริเวณหน้า ผากและโหนกแก้ม ก็จะช่วยให้หน้าดูสว่างใสขึ้นได้เยอะเลยทีเดียว

           
12. สารพัดสูตรพอกหน้า นอกจากการขัดผิวแล้ว สาว ๆ ที่อยากมีผิวขาวสุขภาพดีควรพอกหน้า รวมถึงผิวกายให้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยสูตรผิวขาวที่สามารถทำเองได้จากวัตถุดิบในบ้านนั้นก็มีมากมาย ที่สำคัญยังเห็นผลชัดอีกด้วยหากทำอย่างต่อเนื่อง และสูตร วิธีทําให้ผิวขาว ที่หยิบยกมาฝากกัน มีดังนี้

           วิธีทําให้ผิวขาว : สูตรมะละกอนมสด นำมะละกอมาบดผสมกับนมสด คนให้เข้ากัน จากนั้นนำไปพอกบนใบหน้าหรือผิวกายทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก

           วิธีทําให้ผิวขาว : โยเกิร์ตผสมมะนาว มะนาวเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีความเป็นกรดสูงมาก จนอาจทำให้แสบผิวได้ ดังนั้นการนำมะนาวมาผสมโยเกิร์ตแล้วนำไปทาผิวทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จะช่วยลดการระคายเคืองผิว และมะนาวจะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่า เผยผิวใหม่ที่ใสกว่าเดิม

           
วิธีทําให้ผิวขาว : น้ำมันมะพร้าวเพื่อผิวเนียนนุ่ม เป็น สูตรโบราณที่ใช้ได้ผลมาก น้ำมันมะพร้าวจะช่วยในเรื่องการทำให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น แม้เพียงครั้งแรกที่ได้นำน้ำมันมะพร้าวมาทาผิว รับรองได้เลยว่า สาว ๆ จะรู้สึกถึงความเนียนนุ่มได้ทันทีเลยล่ะ

           วิธีทําให้ผิวขาว : น้ำผึ้งและโยเกิร์ต นำส่วนผสมดังกล่าวพอกลงบนใบหน้าหรือผิวกายประมาณ 30 นาทีก่อนล้างออก ช่วยให้ผิวขาวและนุ่มขึ้นได้ สามารถทำได้วันเว้นวันค่ะ

           วิธีทําให้ผิวขาว : กล้วยหอมและนมสด นำมาบดผสมกัน จากนั้นนำไปพอกผิวในบริเวณที่ต้องการ จะทำให้ผิวขาวเนียนสวยได้ สามารถทำได้วันเว้นวันเช่นกัน
 
 
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://women.kapook.com
 
 

edit @ 23 Mar 2011 09:12:32 by masakao

edit @ 23 Mar 2011 13:43:19 by masakao

[LH]วิตามินซี

posted on 17 Mar 2011 15:49 by masakao  in LH
หลายคนคงสงสัยว่าทำไมสาวๆหลายคนถึงต้องทาน วิตามินซี
หลากหลายคำตอบที่ว่า ช่วยให้เราขาวขึ้นบ้างหล่ะ
วันนี้เรามาหาคำตอบกันเลยค่าาา
 
วิตามินซี (อังกฤษ: vitamin C) หรือ กรดแอล-แอสคอร์บิก (อังกฤษ: L-ascorbic acid) หรือ แอล-แอสคอร์เบต (อังกฤษ: L-ascorbate) เป็นวิตามินที่ ละลายได้ในน้ำ ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยเพิ่มภูมิชีวิตได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถป้องกันและรักษาการอักเสบอันเนื่องมาจากแบคทีเรียและไวรัสได้
 

ประโยชน์

  • เป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด
  • ช่วยให้แผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น
  • ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม
  • ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ (Mutation)
  • ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตายในกรณีเด็กอ่อน (SIDS: Sudden Infant Death Syndrome)
  • ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน
  • ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด
  • ช่วยคลายเครียด
  • การฉีดด้วยวิตามินซีปริมาณสูง อาจช่วยหยุดยั้งโรคมะเร็งได้ โดยวิตามินอาจเข้าทำปฏิกิริยาทางเคมีในเซลล์ มะเร็ง ให้กลายเป็นกรดขึ้น ทำให้เนื้อร้ายชะงักและน้ำหนักลดไปได้

 

แหล่งวิตามินซี

แหล่งวิตามินซีมีมากในผักตระกูลกะหล่ำ การเก็บเกี่ยวผักผลไม้ตั้งแต่ยังไม่แก่จัด ไม่สุกดี หรือนำไปผ่านการแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นการตากแห้ง หมักดอง จะทำลายวิตามินซีที่อยู่ในอาหารไปในปริมาณมาก

ความร้อนทำลายวิตามินซีได้ง่ายจึงไม่ควรต้มหรือผัดนานเกินไป แต่การแช่เย็นไม่ได้ทำให้ผักผลไม้สูญเสียวิตามินซีเพียงข้อเสียอ

บางข้อมูลแนะนำว่าขนาดที่เหมาะสมมากที่สุดต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่ คือ 250-500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

แหล่งวิตามินในธรรมชาติ จำนวน ปริมาณสารอาหารที่ได้รับ
อะเซโรลาเชอรี่ น้ำหนัก 100 กรัม 1600 มิลิกรัม(คาดว่าเกินจริงอยู่มาก)
ฝรั่ง น้ำหนัก 100 กรัม 230 มิลลิกรัม
สับปะรด 1 ชิ้นใหญ่(โดยเฉลี่ย) 20-30 มิลลิกรัม
กะหล่ำดอก น้ำหนัก 100 กรัม 49 มิลลิกรัม
บรอกโคลี น้ำหนัก 100 กรัม 84 มิลลิกรัม
น้ำมะนาว 1 แก้ว(100 กรัม) 34 มิลลิกรัม
มันฝรั่ง น้ำหนัก 100 กรัม 21.3 มิลลิกรัม
กะหล่ำปลี น้ำหนัก 100 กรัม 49 มิลลิกรัม
กล้วยชนิดต่างๆ 1 ลูก(โดยเฉลี่ย) 8.5 มิลลิกรัม
พริกหวาน 1 เม็ด(โดยเฉลี่ย) 100-120 มิลลิกรัม
ผักโขม น้ำหนัก 100 กรัม 76.5 มิลลิกรัม
สตรอว์เบอร์รี่ น้ำหนัก 100 กรัม 77 มิลลิกรัม
มะเขือเทศ น้ำหนัก 100 กรัม 21.3 มิลลิกรัม
มะละกอ น้ำหนัก 100 กรัม 60 มิลลิกรัม

อันตรายจากการขาดวิตามินซี

  • ผู้ที่ขาดวิตามินซีมักมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดตามข้อต่อของร่างกาย เลือดออกตามไรฟัน เจ็บกระดูก
  • แผลหายช้า เนื่องจากวิตามินซีทำหน้าที่ต่อต้านการอักเสบและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ของร่างกาย การได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอจะทำให้เส้นเลือดในร่างกายอ่อนแอ และทำให้บาดแผลที่เกิดขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกายหายช้ากว่าปกติ
  • เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย คุณสมบัติของวิตามินซี คือ เป็นตัวต่อต้านสารก่อมะเร็งและช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าร่างกายขาดวิตามินซีจะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดต่ำลงและทำให้ ติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ง่าย
  • เป็นโรคลักปิดลักเปิด ในกรณีของเด็กหรือผู้สูงอายุที่ได้รับวิตามินซีน้อยกว่าวันละ 10 มิลลิกรัม อาจทำให้เป็นโรคลักปิดลักเปิดได้ หากร่างกายขาดวิตามินซีมากเกินปกติอาจทำให้มีลูกยาก เป็นโรคโลหิตจางและมีภาวะความผิดปกติทางจิตได้

อันตรายจากการได้รับวิตามินซีมากเกินไป

  • เนื่องจากวิตามินซีมีหน้าที่ในการช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกาย การรับวิตามินซีในปริมาณมากจะทำให้เกิดปัญหาการสะสมธาตุเหล็กตามกระดูกข้อ ต่อต่างๆ มากขึ้น
  • การได้รับวิตามินซีมากเกินไปอาจไปรบกวนการดูดซึมของทองแดงและซีลีเนียม หากได้รับวิตามินซีชนิดที่ไม่ได้บรรจุแคปซูล โดยการรับประทาน เกินวันละ 10,000 มิลลิกรัม อาจทำให้ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ เนื่องจากวิตามินซีที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดมักเป็นชนิดที่มีคุณสมบัติ เป็นกรด หากต้องการหลีกเลี่ยงการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ควรรับทานวิตามินซี ชนิดที่เป็น กลาง หรือเป็นกรดต่ำ (pH 7.6-8.0)

ขอบคุณ

http://th.wikipedia.org

นิตยสารชีวจิต ฉบับวันที่ 1 พฤษภาคม 2550

ที่ทำให้เราได้มีบทความดีๆไว้แบ่งปันค่าาา ^__^

edit @ 23 Mar 2011 13:43:28 by masakao

[LY]กันลืม

posted on 12 Oct 2009 22:43 by masakao  in LY

http://masakao.spaces.live.com/

 

http://masakao.multiply.com/

 

http://elearning2.bkps.ac.th/

 

http://www.vcharkarn.com/vlesson/#

 

 http://www.facebook.com/home.php?ref=home#/home.php?ref=home

 

http://www.vdowatch.com

 

http://www.hi5.com/friend/profile/displaySameProfile.do?userid=189285334

 

http://lexitron.nectec.or.th/2009_1/

 

http://www.thaifreetv.net/

 

http://www.cramster.com/

 

http://integrals.wolfram.com/index.jsp?expr=1%2FSqrt[%28a^2+-+x^2%29^3]&random=true

 

http://www.kengpasa.com/games/games.asp

 

http://www.tewlek.com/anet_number.html#prop

 

http://www.j-doramanga.com/

 

http://yimzaa.com/board/

 

http://www.19studio.com/viewforum.php?f=9

 

http://www.nisitgirl.com/board/?idcat=6&page=3&show=normal

 

http://www.xn--72caa6dka0bce1a8aer0ga2dk9b0eyi2c8i.com/93_Cool_FM.html

 

http://student.nu.ac.th/H&B/E.htm

 

http://tvonline.thaicool.com/thaitv/live/11.asp

 

http://www.mathcenter.net/toabroad/2541/2541p01.shtml

 

 http://www.thaigoodview.com/taxonomy/term/2,13

 

 http://club.mthai.com/view_topic.php?club=August_Entertain&club_id=8577&table_id=1&cate_id=9820&post_id=84853

 

http://www.spybt.org/account-login.php?returnto=%2Findex.php

 

 

 

 

 

 

edit @ 12 Oct 2009 23:00:38 by MasakaO

edit @ 23 Mar 2011 13:43:41 by masakao

---- ความคิดสมัยอนุบาล เพื่อนที่ดีคือคนที่ให้สีเทียนสีแดงกับคุณ
เมื่อมีเหลือแต่สีเทียนสีดำทะมึน

---- ความคิดสมัย ป.1 เพื่อนที่ดีคือคนที่ไปห้องน้ำเป็นเพื่อนคุณ
แล้วก็จับมือคุณระหว่างเดินผ่านห้องโถงที่น่ากลัว(ไม่เคยคับ)

---- ความคิดสมัย ป.2 เพื่อนที่ดีคือคนที่ทำให้คุณเข้าเรียนคลาสที่ไม่อยากเรียน
(มั้ง)

---- ความคิดสมัย ป.3 เพื่อนที่ดีคือคนที่แบ่งอาหารกลางวันให้คุณ
เมื่อคุณลืมเอาตังค์มาโรงเรียน = =”

---- ความคิดสมัย ป.4 เพื่อนที่ดีคือคนที่ยอมพาคุณไปเที่ยวไหนต่อไหน

---- ความคิดสมัย ป.5 เพื่อนที่ดีคือคนที่เผื่อที่นั่งให้คุณเมื่อถึงมื้อเที่ยง

---- ความคิดสมัย ป.6 เพื่อนที่ดีคือคนที่พาคุณไปหาคนที่ตกหลุมรักคุณ
เพื่อขอคุณเป็นแฟน เผือเขาทุเรศคุณจะได้ไม่ต้องอาย

---- ความคิดสมัย ม.1 เพื่อนที่ดีคือคนที่ให้คุณลอกรายงานทุกวิชา

---- ความคิดสมัย ม.2 เพื่อนที่ดี คือคนที่ช่วยคุณทำรายงานกลุ่ม
และไม่เคยนินทาคุณลับหลัง(ใช่)

---- ความคิดสมัย ม.3 เพื่อนที่ดี คือคนที่เปนที่ปรึกษาปันหาหัวใจให้คุณ
และอินกับคุณในทุกๆอารมณ์

---- ความคิดสมัย ม.4 คือ คนที่ยอมเปลี่ยนวิชาเรียน
เพื่อที่คุณจะได้มีเพื่อนนั่งกินข้าว

---- ความคิดสมัย ม.5 เพื่อนที่ดีคือคนที่ยอมให้คุณขับรถแต่งของเค้า
ช่วยคุยกะพ่อแม่ของคุณเวลาคุณมีปัญหา แล้วก็คอยปลอบคุณตอนที่คุณไม่มีแฟน

---- ความคิดตอน ม.6 เพื่อนที่ดีคือคนที่ช่วยคุณเลือกมหาวิทยาลัยที่จะเข้า
แล้วก็บอกกับคุณว่าคุณเข้าที่นั่นได้แน่
แถมยังช่วยคุยกับพ่อแม่ให้ยอมให้คุณไปเรียนมหาลัยนั้นอีกด้วย

---- ในงานจบการศึกษา เพื่อนที่ดีของคุณ คือคนที่ร้องไห้เงียบๆ ในใจ
แล้วก็แบ่งปันรอยยิ้มกว้างๆ ให้คุณ
หน้าร้อนหลังจบ ม.6 เพื่อนที่ดีคือคนที่ช่วยคุณล้างขวดหลังงานปาร์ตี้
ช่วยคุณแอบย่องออกจากบ้านตอนที่คุณตกลงกับพ่อแม่ไม่ได้
ทำให้คุณกับแฟนกลับมาคบกันอีก ช่วยคุณเก็บของเพื่อย้ายไปมหาลัย
แล้วก็กอดคุณอย่างเงียบๆ มองคุณด้วยแววตาที่ขุ่นมัว พร้อมกับความทรงจำ 18
ปีที่ผ่านมา ให้กำลังใจคุณในทางที่คุณเลือกเดินเหมือน 18 ปีที่ผ่านมา

และตอนนี้ เพื่อนที่ดี ยังคงเป็นคนที่ให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
จับมือของคุณเมื่อคุณกลัว ช่วยคุณต่อสู้กับสิ่งที่พยายามเอาเปรียบคุณ
คิดถึงคุณตลอดเวลาที่คุณไม่อยู่ เตือนคุณในสิ่งที่คุณลืม
ช่วยคุณผ่านอดีตแต่ก็เข้าใจเมื่อคุณอยากอยู่กับอดีตอีกซักนิด
อยู่กับคุณเพื่อให้คุณมีความมั่นใจ หรือไปไกลๆ คุณซักพัก
เพื่อให้คุณได้มีเวลากับตัวเอง ช่วยคุณแก้ไขความผิดพลาด
ช่วยคุณจัดการกับความกดดันทั้งหลาย ยิ้มให้คุณเมื่อยามคุณเศร้า
ช่วยให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้น และอย่างสำคัญที่สุด คือ “รักคุณ”

ส่งความรู้สึกนี้ ให้เพื่อนเก่า และเพื่อนใหม่ และเพื่อนที่อยู่กับคุณตลอด
(ยังไม่ร้องไห้ใช่มั้ย? ยังมีต่ออีกนะ)
ขอบคุณสำหรับความเป็นเพื่อน ไม่ว่าเราจะไปถึงจุดไหน หรือเรากลายเป็นอะไร
จะไม่มีวันลืมคนที่ช่วยให้เราไปถึงจุดนั้น

ไม่มีการผิดเวลาที่จะโทรศัพท์ หรือส่งข้อความ เพื่อบอกเพื่อนของคุณว่า
คุณคิดถึงพวกเค้าขนาดไหน หรือว่าคุณรักพวกเค้าขนาดไหน

คุณรู้ว่าคุณเป็นใคร ส่งความรู้สึกนี้ไปให้คนบางคนที่คุณอยากจะนึกถึง

 
ถ้าคุณรักใครซักคน ก็บอกเค้าซะ จำไว้เสมอเลยนะว่าพูดสิ่งที่คุณคิด
สิ่งที่คุณหมายถึง
อย่ากลัวที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเอง
ใช้โอกาสนี้ในการบอกใครซักคนที่มีความหมายกับคุณ คว้าเอาไว้แล้วจะไม่เสียใจ

สิ่งสำคัญที่สุด อยู่ใกล้ๆ กับเพื่อนและครอบครัว
สำหรับการที่พวกเค้านั้นทำให้คุณกลายมาเป็นคุณในวันนี้ บอกความรู้สึกซะ
ให้เกิดความแตกต่างขึ้นในวันของคุณและเค้า

ความแตกต่างระหว่างการแสดงความรัก และการเสียใจ คือ การเสียใจอาจจะอยู่ตลอดไป
 

edit @ 14 Dec 2008 11:57:35 by MasakaO

edit @ 23 Mar 2011 13:44:22 by masakao